BlaBlaBla

เมื่อวาน....

เรากับแม่ได้ตัดสินใจกันว่า จะไปซื้อเครื่อง สแกน มาใช้กันซะที

หลังจากลำบากลำบนกันอยู่นาน จะใช้รูปทีไร ก็ต้องใช้กล้อง ถ่ายรูปแล้วค่อยเอาเข้าคอม

(มีปัญญาซื้อกล้องดิจิตอล แต่ไม่มีปัญญาซื้อ สแกน!!! -_-")

เดินทางไปซื้อกัน ตอนแรกไป ที่เซ็นทรัล รัตนาธิเบศ ก่อน...(ห้างนี้ไม่มีขาย!! ไปที่อื่นต่อ)

ไม่รู้จะไปไหน เอาใกล้ๆ ไปคาร์ฟูล (เขียนถูกป่าวหว่า) ปกติที่นี่เค้าจะมี ร้านที่ขายของสำหรับสำนักงานโดยเฉพาะอยู่จะมีพวกคอมขายด้วย....แต่ ..ปิดปรับปรุง.....

เอาล่ะ เหลือที่สุดท้ายแล้ว คาร์ฟูล อีกที่นึงละกัน ขี้เกียจเข้าไปที่ปิ่นเกล้า รถติดห้างนี้ใหญ่กว่าเมื่อกี้หน่อย สภาพภายในดูดีกว่าน่าจะมีนะ.....อะ เจอแล้ว นี่ไงร้านนี้.....

โอ้...ว..เคราเมอร์ลินเป็นพยาน...มันมีตั้ง 4 รุ่นแหน่ะ...!!! -_-"

ไม่เป็นไร อย่างน้อยก็ยังมี..ก็ยืนเลือกกับแม่อยู่..ว่าเอาอันไหนดี..ดูความละเอียดแล้ว ก็ไม่ต่างกัน อะไรๆ ก็เหมือนกัน..เอ๊ะ..แล้วไม่ราคามันต่างกันหล่ะ(มีcannon 3 เครื่อง ราคา 2100 2500 2900...)

ยืนเลือกอยู่นาน..ไม่มีใครมา..เดินไปตามคนที่พอจะรู้เรื่อง.. มีคนเดียวค่ะ..นอกนั้น.... (เฮ่อ...) คนที่รู้เรื่องก็ติดลูกค้าอยู่..พนักงานที่มาดู..เค้าก็ดีนะ พยายามดีช่วยกัน งม โบชัวร์ กันว่าแต่ละรุ่น มันต่างยังไง...(โชคดีนะที่มีแค่ 4 รุ่นให้เลือก)

ซักพัก เค้าคนนั้นหลังจากที่หายไปคงไปปรึกษาใคร ก็เดินกลับมาพร้อมท่าทีผู้รู้..

"เอ่อ..นี่นะครับ รุ่นนี้(รุ่นที่ราคา2900)จะมีความเร็วในการใช้งานมากกว่าอีกรุ่น บลา ๆๆ..."

ซักพัก แม่เราก็ ชี้ไปที่โบชัวร์เค้าแล้วตั้งคำถามด้วยประโยคเด็ดที่ว่า "เอ่อ ในใบ มันรุ่น lide60 แต่เครื่องนี้มัน lide 35 มันคนละรุ่นกันหนิ...!!!"

..........

.....สรุปแล้ว วันนั้น 2 แม่ลูก ก็ได้หิ้ว เครื่องสแกน กลับบ้านสมใจ ด้วย เหตุผล ที่ตกลงกันเองว่า .. เอาวะ รุ่น LiDE 35 ราคา2900 มันแพงกว่า มันก็คงต้องดีกว่าแหล่ะ...!!!

เรื่องสแกน นี่ไม่เท่าไหร่ เคยผจญภัยตอนไปดูเครื่องprinter หนักกว่านี้อีก

เครื่องprintที่เราต้องใช้ เนื่องด้วยความจำเป็นบางอย่างงานที่ส่งนั้นส่วนใหญ่ จะต้องใช้ขนาด A1 -A0 จะให้ซื้อเครื่องplot ก็ไม่ไหว ไปที่ร้านก็แพงทุกคนเลยใช้วิธี ซื้อเครื่องprintที่สามารถสั่งขนาดกระดาษด้วยเมนู custom แล้วใส่ขนาดเอง ให้มัน ปริ๊นแบบ a4 ยาวแล้วเอามาต่อกัน 3-4 ใบ

เราไปที่พันทิป กับเพื่อน กะว่า อยากไปหาดูรุ่นก่อนแล้วค่อยตัดสินใจซื้อ

เราก็ไปถามๆๆ คนขาย ปรากฏว่า คนที่รู้เรื่อง และ เข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของเครื่องปริ๊น ว่า สามารถ ใช้คำสั่งแบบนั้นได้ ทั้ง ห้าง มี ..2.. คน

คนแรก รู้ ว่าทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่ามัรุ่นไหนบ้าง...คนที่ 2 ก็ เข้าใจ แต่เข้าใจว่ามีเพียวยี่ห้อเดียวเท่านั้น ที่ทำแบบนั้นได้ (ซึ่งชื่อยี่ห้อไร เราก็จำไม่ได้ไม่เคยเห็นมาก่อนท่าทางห่วย...)

สุดท้ายตัดสินใจโทรถามเพื่อนดีกว่า เผื่อแนะนำไรได้บ้าง สรุปแล้ว ของEpson เกือบทุกรุ่น ทำได้หมด cannon กะ Hp ก็มีทำได้บ้าง แต่บางรุ่นเท่านั้น(เพราะบ้านเราใช้cannonแล้วมันปริ๊นยาวไม่ได้)คุยไปคุยมา...ก็มาลงที่รุ่นเดียวกะเพื่อน ตอนนี้มีคนที่ใช้รุ่นนี้เป็นโหลแล้วเนี่ย.....เหอะๆๆ

ราคาไม่แพงมาก เติมหมึกเปลี่ยนเป็นแทงค์แล้ว ยังไงก็ไม่ถึงหมื่น สงสัย เราหนีไม่พ้นรุ่นนี้

ซึ่ง...พอเราไปถามที่ร้านไหน ก็จะมีคำตอบแปลกๆ เช่น "อ๋อ...น้องต้องไปดูรุ่นที่มีrowที่ม้วนกระดาษติดอยู่น่ะค่ะ" หรืออีกคน ทำหน้า ผู้รู้มาก "เอ่อ..น้อง จะปริ๊นยาวน่ะ น้องต้องไปดูเครื่องอีกแบบนะ อันเค้าเค้าเรียก พ็อตเตอร์ น้อง พอตเตอร์ (ไม่ได้สะกดผิดนะคะ คนนั้นเค้าออกเสียงแบบนี้จริงๆ) "แล้วยังบอกต่อด้วยว่า "อืม..มันแพงนะ ราคาเป็นแสน"!!! เซ็งจนทนยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไหว ขอกราบลาแล้วไปที่อื่นดีกว่า......

เดินมาจนเจอร้านนึง มีรุ่นที่เพื่อนเราใช้ ก็เลย ชี้ๆ ดูราคากัน พนักงานเดินมา เราก็เลยถามแต่ราคา เพราะรู้อยู่แล้วว่าเครื่องนี้ทำไรได้บ้าง

พอเดินออกมา เราก็กระซิบกับเพื่อน "นี่ไม่รู้ว่าถ้าถาม เรื่องปริ๊นยาวแล้วจะว่าไงมั่งนะ" เพื่อนเราไม่ตอบ ชอบแกล้งคอยู่แล้ว เดิน ตรงไปที่คนขายทันที (เราเอื้อมมือไปแล้วนะ แต่ห้ามไม่ทัน)

"เอ่อ เครื่องนี้ สั่ง ปริ๊นกระดาษยาวได้ไม๊คะ "

"อ๋อ ได้แค่A4 เท่านั้นแหล่ะ"

"คือแบบว่า ใช้สั่ง custom เอาน่ะค่ะ ไม่ได้เหรอคะ"

"ไม่ได้ครับน้อง"

"ชัวร์นะคะ"

"ชัวร์คับน้อง ...ชัวร์ ฟันธง!!!เลยครับ"............

ไม่รู้ว่าเค้าจะทันสังเกต รึเปล่านะ ว่า เรา 2 คนรีบ หันหลัง ให้แล้วรีบเดินไปทันที เพราะกลัวเค้าจะได้ยินเสียงที่กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่ไหว.......!!!!!

....ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน.........จริงๆด้วย!!!!!

เมื่อ31 ต.ค. ... เราได้เจอกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุด.....

...

...

...

เราส่งงานไม่ทัน...

ติด F ในโปรเจคนั้นๆ...

มันทำให้เรา ตกในวิชานั้น...แล้ว.....

มันส่งผลให้เราต้องเรียนเพิ่มอีก 1 ปี...

...

...

สำหรับเรา...เราเคยคิดว่า...

เราอยากให้งาน...ทุกชิ้น ที่เราทำมันขึ้นมา...

ออกมาดีที่สุด(อย่างน้อยก็ดีที่สุดสำหรับเรา)

จึงได้ทุ่มกับมันมาก...

ถ้างานยังไม่ดีพอ ก็ไม่อยากให้ใครได้เห็น...

...

...

แต่เราคิดผิด...

ผู้รับงานให้ความสำคัญเรื่องเวลามากกว่า...

และนี่...เป็นสิ่งที่อ่อนที่สุดสำหรับเรา....

ตอนที่ได้รับรู้...ตอนนั้นเหมือนทุกอย่างที่ทำมา...พังทลาย...

สูญเปล่า......ทั้งหมดที่ทำมา...ไม่มีค่าอะไร

ภาพเลวร้ายต่างๆนานา ผุดขึ้นมาในหัว

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานับจากนี้....มันจะเลวร้ายแค่ไหนกันนะ...

6ปี...ก็จะแย่อยู่แล้ว.....แต่นี่...มาถึง 7 ...เมื่อไหร่...มันจะจบสิ้นกันซะที!!!

เหมือนถูกคนทั้งโลกทอดทิ้ง...อยากให้ทุกอย่างมันจบลงตรงนี้...

...

...

เหนื่อย...เหนื่อยมาก...

ร้องไห้โฮ....โดยไม่อายใคร

ทั้งที่ปกติแล้ว...ยอมรับว่าเป็นคนฟอร์มจัดมาก...

ไม่อยากให้ใครรับรู้...อยากเก็บทุกอย่างนี้ไว้

ยังไม่อยากให้พ่อแม่...เสียใจ...

รู้สึกแย่มาก......

อยากขอโทษ...สำหรับเพื่อน..ที่มาช่วยเหลือแต่สุดท้ายก็ว่างเปล่า

และที่สำคัญ...อยากขอโทษ พ่อกับแม่ ที่ต้องทำให้ผิดหวัง...อีกแล้ว...

คนที่บ้านส่วนใหญ่.. จะมีแต่คนเก่งๆ ทำงานดีๆ โดยเฉพาะ พ่อเรา...

จบถึงปริญญาเอก.....หลายๆคนคิดว่า...เราจะเป็นอย่างนั้นบ้าง....

พอเราได้เรียน คณะสถาปัตยกรรม...ทุกคนดีใจ...

พอรู้ว่าไม่จบใน5ปี..ก็ไม่มีใครว่าไร...

แต่ก็รู้...ว่าจริงๆแล้ว...คงกลุ้มใจกันมาก

แล้วตอนนี้....เราจะทำยังไงดี

แค่ในปริญญาตรี....ยังมีปัญหาขนาดนี้...

หลังจากนั่งคิดอยู่นาน...ทำใจมา 2 วัน

ก็เพิ่งจะมารู้ตัวตอนนี้ ว่าเรื่องจุดอ่อนของเรานั้น...

ไม่ใช่แค่เรื่องเวลา...แต่อาจเป็นที่วิชาชีพนี้...

เราไม่เคยคิดภาพตัวเองเป็นสถาปนิกออกเลยซักครั้ง...

ไม่รู้ว่า จะสายไปแล้วรึยัง.....

นี่เราเสียเวลาไป 5 ปี เปล่าๆ รึ....

นี่ยังต้องรออีก 2 ปีใช่ไหม๊...กว่าจะได้ทำสิ่งที่เป็นตัวเองจริงๆ

ถ้าเริ่มใหม่ ซะตอนนี้...ก็อาจจะดี...ไม่ต้องรออีก 2 ปี...

แต่นั่น...ก็ทำให้ 5 ปีที่ผ่านมา...สูญไปแบบถาวร

เพื่อนบอกว่า...ให้ทนไป...แค่ 2 ปีเอง...แป๊ปเดียว...แล้วค่อยเริ่ม...

อย่างน้อย ก็ได้เรียนจบ....

ตอนนี้กลุ้มมาก....ไม่อยากให้ทุกคนเห็นว่า..ที่เป็นแบบนี้

เพราะ มัวแต่มานั่งทำอะไรอย่างอื่น....

มานั่งทำกราฟฟิก อะไรที่ไม่ใช่การเรียน ทำโดยไม่ได้อะไร...

มันให้อย่างเดียวคือความสุข...ทั้งเวลาที่ได้ทำและเวลาที่เอาไปอวดให้ใครๆเห็น

ไม่อยากถูกมองว่า ทำอะไรไร้สาระ...

จนถึงตอนนี้....ที่กำลังพิมพ์อยู่นี่...

ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อดี...

แม้ว่ามันจะไม่ใช่ปัญหายิ่งใหญ่...เมื่อเทียบกับคนอื่นๆ

ความจน...สงคราม...บ้านแตก....

แม้เราจะรู้.....แต่มันก็อดที่จะ เศร้าไม่ได้.....

อาจเพราะว่า สิ่งที่จะทำให้รู้สึกแย่สุดๆ..

ก็คือ การที่ทำให้ทุกคนผิดหวังในตัวเราเองล่ะมั๊ง.... แล้วตอนนี้เราก็เป็นอย่างนั้นไปแล้ว


edit @ 2005/11/02 05:44:47